ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

เสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตอนที่ 4

การบำเพ็ญเพียร แสวงหาทางหลุดพ้น

สนใจฟังพุทธประวัติ ตั้งแต่ตอนแรก คลิ๊ก "ตู้พระไตรปิฏก //ฟังเสียงแห่งธรรม"

หรือ คลิ๊ก ได้เลยนะคะhttp://bannpeeploy.exteen.com/20070717/entry-3

ดังนั้น พระองค์จึงอุ้มแกะน้อยที่เจ็บไว้ในพระหัตถ์ ค่อยๆ ลูบคลำอย่างปราณี แล้วเสด็จเดินตาม ฝูงแกะไปเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งกำลังเดินตามมา ก็ตรัสถามว่าเขาจะไล่ต้อนฝูงแกะหนีไปทางใดและ ทำไมเขาจึงไล่แกะเหล่านี้ในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะไล่ต้อนมันจากสถานที่เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นกราบทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่งให้นำแพะและแกะอย่างละหนึ่งร้อยตัวไปสู่พระ นครตอนกลางวันให้ทันเวลาที่พระราชาจะประกอบพิธีบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะตรัสว่าเราเอง จะไปกับท่านด้วย แล้วพระองค์ก็เสด็จไปตามฝูงแกะเหล่านั้นด้วย ทรงอุ้มลูกแกะตัวน้อยไว้ในอ้อม พระหัตถ์ของพระองค์ เรามีทุกข์แล้ว จึงต้องรู้ทุกข์ของคนอื่น ถ้าหากไม่รู้ทุกข์ ก็จะออกจากทุกข์ไม่ได้

พระสิทธัตถะได้เสด็จตามฝูงแกะซึ่งกำลังก้าวไปใกล้ความตายอยู่ทุกขณะ จนถึงพระนครแล้ว เสด็จต่อ ไปจนถึงพระราชวังอันเป็นที่จะประกอบพิธีบูชายัญ ในที่นั้น พระราชาประทับอยู่กับหมู่นักบวชซึ่งกำลัง สวดมนต์สรรเสริญ คุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ ในขณะนั้นไฟบนแท่นบูชายัญได้จุดขึ้นแล้ว นักบวชเหล่า นั้นจะพร้อมกันบูชายัญด้วยฝูงสัตว์ที่มาถึง ในขณะที่หัวหน้านักบวชกำลังยกมีดเพื่อ จะตัดเอาหัวแกะ ที่ถูกนำมาเข้าพิธีเป็นตัวแรก พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวเข้าไปต่อหน้าและหยุดยั้งการกระทำของเขาไว้ เอาชีวิตของคนอื่นมาเป็นที่พึ่งผิดจากธรรม เอาชีวิตของเขามาเผาผลาญฉิบหายวายวอด เพื่อให้ชีวิต ของตนรับความสุขเป็นภาพที่ผิดจากหลักธรรม และถือว่าเป็นการเบียดเบียนในทางตรงและทางอ้อม จึงไม่ควรทำ

พระสิทธัตถะได้ทรงห้ามการกระทำของหัวหน้านักบวชผู้นั้นไว้ด้วยท่าทีที่สง่างามและสูงส่งได้ควบคุม ความรู้สึกของคนในที่นั้น และได้ตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า กรุณาหยุดก่อนเถิดมหาราช อย่าให้พิธี บูชายัญเผาผลาญชีวิตสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่น่าสงสารเหล่านี้เลย เมื่อได้ตรัสดั่งนั้นแล้วพระองค์ก็ได้ ทรงชี้แจงให้ทุกคนในที่นั้นรู้จักถึงชีวิตเป็นของน่าอัศจรรย์เพียงไร คือการที่ใครๆ อาจทำลายได้ แต่เมื่อ ทำลายลงไปแล้วไม่อาจสร้างให้กลับคืนมาได้อีก พระองค์ได้ตรัสแก่ประชาราษฎรที่ล้อมรอบอยู่ที่นั้นว่า สัตว์ทุกๆตัวที่มีชีวิตย่อมรักชีวิต มีความหวาดกลัวซึ่งความตายเช่นเดียวกับมนุษย์เรา แล้วทำไมมนุษย์ เราจึงมาใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่าสัตว์ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น ให้เป็นไปในทางที่เห็น ว่าปล้นเอาชีวิตของเขา เพื่อมาใช้เป็นประโยชน์สำหรับตัวเอง ทั้งที่เจ้าของเขาไม่ประสงค์จะให้และเขา ก็รักชีวิตของเขาเช่นกัน เรากำลังเอาชีวิตของคนอื่น มาทำให้ตนได้รับความสุขนี้ไม่ถูกต้องตามหลักธรรม

พระองค์ตรัสต่อไปว่า ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาจากเทพเจ้าแล้ว ก็ควรแสดงความ เมตตากรุณาออกไปยังสัตว์อื่นๆ ถ้ามนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิต เขาก็จะถูกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบ แทน เช่นเดียวกัน ตามกฏแห่งกรรม ถ้าเราปรารถนาจะได้รับความสุขด้วยตนเองในวันหน้าแล้ว ก็ต้อง ไม่สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้นว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม ผู้ที่หว่านพืช พันธุ์แห่งความเศร้าโศก ทรมานลงไปแล้วไม่ต้องสงสัยเลย เขาจะต้องได้เก็บเกี่ยวผลเกิดขึ้นในทำนอง เดียวกัน ความเมตตาเป็นสิ่งประเสริฐ เกิดเป็นคนมา จงอย่าเห็นแก่ตัว ตนได้รับความสุข แต่คนอื่นได้ รับความฉิบหาย จงอย่าได้ทำเลย ท่านเอ๋ย

พระสิทธัตถะตรัสแก่พระราชาและนักบวชผู้ประกอบพิธีบูชายัญ ตลอดถึงประชาราษฎรชาวนคร ราชคฤห์เหล่านั้นด้วยอาการสุภาพ อ่อนโยนและเต็มไปด้วยพระทัยที่สงสารอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ ซึ่งอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง ถึงกับเปลี่ยนจิตใจของพระราชาและนักบวชเหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ขอร้องพระสิทธัตถะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรของพระองค์ และสั่งสอนคนทั้งหลายให้มีเมตตาปราณีต่อสัตว์ ให้มีชีวิตสืบต่อ พระสิทธัตถะทรงตอบขอบพระทัยใน ความหวังดีของพระเจ้าพิมพิสารเนื่องจากว่า พระองค์ยังไม่ทันได้ตรัสรู้ในสิ่งที่พระองค์ประสงค์จะรู้นั้น เลย ฉะนั้นพระองค์จึงได้ปฏิเสธและได้ทูลลาเพื่อเสด็จจารึกต่อไป เมื่อใดความมุ่งหวังยังไม่สำเร็จ พระองค์จำต้องทำความเพียรต่อไป

เมื่อเสด็จออกจากนครราชคฤห์ในครั้งนั้นแล้ว พระสิทธัตถะได้ตรงไปยังสำนัก ของอาฬารดาบส กาลามโคตร อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่งในบรรดาเจ้าลัทธิที่มีอยู่มากมาย หลายลัทธิ หลายนิกาย หลายสำนัก ในสมัยนั้น พระองค์ได้ศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส ด้วยความเพียรพยายามจนสามารถเรียน รู้และสำเร็จทุกอย่างได้เหมือนดังที่อาจารย์รู้และกระทำได้ พระองค์เป็นศิษย์ที่มีคุณลักษณะและความ สามารถทุกอย่างเป็นที่พอใจของอาจารย์อาฬารดาบสเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จะพำนักอยู่ที่นั้นเพื่อเรียน วิชาความรู้ต่อไปและจะแสวงหาไปตามความประสงค์ของพระองค์จนกว่าจะพบดวงธรรมอันแท้จริง

วันหนึ่ง อาจารย์อาฬารดาบสได้พูดกับพระสิทธัตถะว่า บัดนี้ท่านรู้ทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนให้ ท่านสามารถ สั่งสอนลัทธินี้เช่นเดียวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอย่างใดท่านก็เห็นอย่างนั้น ในระหว่างเราทั้งสองไม่มี ความแตกต่างกันเลย จงอยู่ที่นี่ด้วยกัน ช่วยสอนสั่งลูกศิษย์สืบต่อไปเถิด พระสิทธัตถะได้ตรัสถามว่า อาจารย์มีสิ่งใดที่จะสอนข้าน้อยเพิ่มอีกหรือไม่ อาจารย์ไม่สามารถสอนวิธีใด ที่จะทำให้มีอำนาจอยู่ เหนือความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ ความตายอันใดอีกแล้วหรือ อาฬารดาบสได้ตอบฏิเสธ เนื่องจากท่าน มีความรู้เท่าที่ได้สอนพระสิทธัตถะมาจนหมดสิ้นแล้ว พระองค์จะต้องหาให้เห็นแหล่งมาของความทุกข์ อันแท้จริงนั้นเกิดขึ้นมาจากที่ใด และจะมีวิธีใดที่จะรู้ได้