ตู้พระไตรปิฏกบ้านพี่พลอย

รวบรวมเรื่องพุทธประวัติ และนิทานชาดก

  สนใจเลือกรับฟังตอนอื่น  คลิ๊กที่นี้คะ

เสียงแห่งธรรม พุทธประวัติ ตอนที่ 4

การบำเพ็ญเพียร แสวงหาทางหลุดพ้น

สนใจฟังพุทธประวัติ ตั้งแต่ตอนแรก คลิ๊ก "ตู้พระไตรปิฏก //ฟังเสียงแห่งธรรม"

หรือ คลิ๊ก ได้เลยนะคะhttp://bannpeeploy.exteen.com/20070717/entry-3

ดังนั้น พระองค์จึงอุ้มแกะน้อยที่เจ็บไว้ในพระหัตถ์ ค่อยๆ ลูบคลำอย่างปราณี แล้วเสด็จเดินตาม ฝูงแกะไปเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งกำลังเดินตามมา ก็ตรัสถามว่าเขาจะไล่ต้อนฝูงแกะหนีไปทางใดและ ทำไมเขาจึงไล่แกะเหล่านี้ในเวลากลางวันเช่นนี้ แทนที่จะไล่ต้อนมันจากสถานที่เลี้ยงในเวลาเย็น คนเหล่านั้นกราบทูลพระองค์ว่า เขาต้องทำตามคำสั่งให้นำแพะและแกะอย่างละหนึ่งร้อยตัวไปสู่พระ นครตอนกลางวันให้ทันเวลาที่พระราชาจะประกอบพิธีบูชายัญในวันนี้ พระสิทธัตถะตรัสว่าเราเอง จะไปกับท่านด้วย แล้วพระองค์ก็เสด็จไปตามฝูงแกะเหล่านั้นด้วย ทรงอุ้มลูกแกะตัวน้อยไว้ในอ้อม พระหัตถ์ของพระองค์ เรามีทุกข์แล้ว จึงต้องรู้ทุกข์ของคนอื่น ถ้าหากไม่รู้ทุกข์ ก็จะออกจากทุกข์ไม่ได้

พระสิทธัตถะได้เสด็จตามฝูงแกะซึ่งกำลังก้าวไปใกล้ความตายอยู่ทุกขณะ จนถึงพระนครแล้ว เสด็จต่อ ไปจนถึงพระราชวังอันเป็นที่จะประกอบพิธีบูชายัญ ในที่นั้น พระราชาประทับอยู่กับหมู่นักบวชซึ่งกำลัง สวดมนต์สรรเสริญ คุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่ ในขณะนั้นไฟบนแท่นบูชายัญได้จุดขึ้นแล้ว นักบวชเหล่า นั้นจะพร้อมกันบูชายัญด้วยฝูงสัตว์ที่มาถึง ในขณะที่หัวหน้านักบวชกำลังยกมีดเพื่อ จะตัดเอาหัวแกะ ที่ถูกนำมาเข้าพิธีเป็นตัวแรก พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวเข้าไปต่อหน้าและหยุดยั้งการกระทำของเขาไว้ เอาชีวิตของคนอื่นมาเป็นที่พึ่งผิดจากธรรม เอาชีวิตของเขามาเผาผลาญฉิบหายวายวอด เพื่อให้ชีวิต ของตนรับความสุขเป็นภาพที่ผิดจากหลักธรรม และถือว่าเป็นการเบียดเบียนในทางตรงและทางอ้อม จึงไม่ควรทำ

พระสิทธัตถะได้ทรงห้ามการกระทำของหัวหน้านักบวชผู้นั้นไว้ด้วยท่าทีที่สง่างามและสูงส่งได้ควบคุม ความรู้สึกของคนในที่นั้น และได้ตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า กรุณาหยุดก่อนเถิดมหาราช อย่าให้พิธี บูชายัญเผาผลาญชีวิตสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่น่าสงสารเหล่านี้เลย เมื่อได้ตรัสดั่งนั้นแล้วพระองค์ก็ได้ ทรงชี้แจงให้ทุกคนในที่นั้นรู้จักถึงชีวิตเป็นของน่าอัศจรรย์เพียงไร คือการที่ใครๆ อาจทำลายได้ แต่เมื่อ ทำลายลงไปแล้วไม่อาจสร้างให้กลับคืนมาได้อีก พระองค์ได้ตรัสแก่ประชาราษฎรที่ล้อมรอบอยู่ที่นั้นว่า สัตว์ทุกๆตัวที่มีชีวิตย่อมรักชีวิต มีความหวาดกลัวซึ่งความตายเช่นเดียวกับมนุษย์เรา แล้วทำไมมนุษย์ เราจึงมาใช้กำลังที่ตนมีเหนือกว่าสัตว์ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งนั้น ให้เป็นไปในทางที่เห็น ว่าปล้นเอาชีวิตของเขา เพื่อมาใช้เป็นประโยชน์สำหรับตัวเอง ทั้งที่เจ้าของเขาไม่ประสงค์จะให้และเขา ก็รักชีวิตของเขาเช่นกัน เรากำลังเอาชีวิตของคนอื่น มาทำให้ตนได้รับความสุขนี้ไม่ถูกต้องตามหลักธรรม

พระองค์ตรัสต่อไปว่า ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาจากเทพเจ้าแล้ว ก็ควรแสดงความ เมตตากรุณาออกไปยังสัตว์อื่นๆ ถ้ามนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิต เขาก็จะถูกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบ แทน เช่นเดียวกัน ตามกฏแห่งกรรม ถ้าเราปรารถนาจะได้รับความสุขด้วยตนเองในวันหน้าแล้ว ก็ต้อง ไม่สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่นและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถึงแม้นว่าเขาจะต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม ผู้ที่หว่านพืช พันธุ์แห่งความเศร้าโศก ทรมานลงไปแล้วไม่ต้องสงสัยเลย เขาจะต้องได้เก็บเกี่ยวผลเกิดขึ้นในทำนอง เดียวกัน ความเมตตาเป็นสิ่งประเสริฐ เกิดเป็นคนมา จงอย่าเห็นแก่ตัว ตนได้รับความสุข แต่คนอื่นได้ รับความฉิบหาย จงอย่าได้ทำเลย ท่านเอ๋ย

พระสิทธัตถะตรัสแก่พระราชาและนักบวชผู้ประกอบพิธีบูชายัญ ตลอดถึงประชาราษฎรชาวนคร ราชคฤห์เหล่านั้นด้วยอาการสุภาพ อ่อนโยนและเต็มไปด้วยพระทัยที่สงสารอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ ซึ่งอำนาจและพลังอันเข้มแข็ง ถึงกับเปลี่ยนจิตใจของพระราชาและนักบวชเหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิง ดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารจึงได้ขอร้องพระสิทธัตถะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ประทับอยู่ในราชอาณาจักรของพระองค์ และสั่งสอนคนทั้งหลายให้มีเมตตาปราณีต่อสัตว์ ให้มีชีวิตสืบต่อ พระสิทธัตถะทรงตอบขอบพระทัยใน ความหวังดีของพระเจ้าพิมพิสารเนื่องจากว่า พระองค์ยังไม่ทันได้ตรัสรู้ในสิ่งที่พระองค์ประสงค์จะรู้นั้น เลย ฉะนั้นพระองค์จึงได้ปฏิเสธและได้ทูลลาเพื่อเสด็จจารึกต่อไป เมื่อใดความมุ่งหวังยังไม่สำเร็จ พระองค์จำต้องทำความเพียรต่อไป

เมื่อเสด็จออกจากนครราชคฤห์ในครั้งนั้นแล้ว พระสิทธัตถะได้ตรงไปยังสำนัก ของอาฬารดาบส กาลามโคตร อาจารย์ผู้มีชื่อเสียงผู้หนึ่งในบรรดาเจ้าลัทธิที่มีอยู่มากมาย หลายลัทธิ หลายนิกาย หลายสำนัก ในสมัยนั้น พระองค์ได้ศึกษาอยู่กับอาฬารดาบส ด้วยความเพียรพยายามจนสามารถเรียน รู้และสำเร็จทุกอย่างได้เหมือนดังที่อาจารย์รู้และกระทำได้ พระองค์เป็นศิษย์ที่มีคุณลักษณะและความ สามารถทุกอย่างเป็นที่พอใจของอาจารย์อาฬารดาบสเป็นอย่างยิ่ง พระองค์จะพำนักอยู่ที่นั้นเพื่อเรียน วิชาความรู้ต่อไปและจะแสวงหาไปตามความประสงค์ของพระองค์จนกว่าจะพบดวงธรรมอันแท้จริง

วันหนึ่ง อาจารย์อาฬารดาบสได้พูดกับพระสิทธัตถะว่า บัดนี้ท่านรู้ทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าสอนให้ ท่านสามารถ สั่งสอนลัทธินี้เช่นเดียวกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นอย่างใดท่านก็เห็นอย่างนั้น ในระหว่างเราทั้งสองไม่มี ความแตกต่างกันเลย จงอยู่ที่นี่ด้วยกัน ช่วยสอนสั่งลูกศิษย์สืบต่อไปเถิด พระสิทธัตถะได้ตรัสถามว่า อาจารย์มีสิ่งใดที่จะสอนข้าน้อยเพิ่มอีกหรือไม่ อาจารย์ไม่สามารถสอนวิธีใด ที่จะทำให้มีอำนาจอยู่ เหนือความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ ความตายอันใดอีกแล้วหรือ อาฬารดาบสได้ตอบฏิเสธ เนื่องจากท่าน มีความรู้เท่าที่ได้สอนพระสิทธัตถะมาจนหมดสิ้นแล้ว พระองค์จะต้องหาให้เห็นแหล่งมาของความทุกข์ อันแท้จริงนั้นเกิดขึ้นมาจากที่ใด และจะมีวิธีใดที่จะรู้ได้

อาฬารดาบสได้สอนพระสิทธัตถะให้เรียนรู้ถึงวิธีบำเพ็ญฌาณ คือการกระทำให้จิตใจสงบจน ถึงขั้นที่ไม่ มีความรู้สึกว่ามีสิ่งใดๆ ในโลกนี้หรือโลกใด ( อากิญจัญญายะตะนะญาณ )แล้ว มีความพอใจในความ สงบนั้น แต่เนื่องจากความรู้ดังกล่าวนั้น ยังไม่ใช่เหตุสมบูรณ์เพียงพอ ที่จะทำให้พระองค์ทรงรู้แจ้งใน ปัญหาแห่งชีวิต ในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความดับทุกข์ คือ ความแก่ ความเจ็บและความตาย ซึ่งพระองค์ ยังคงไม่เข้าใจ พระองค์จึงลาออกจากสำนักของอาจารย์อาฬารดาบส และเสด็จท่องเที่ยวไปตามที่ ต่างๆ เพื่อทรงแสวงหาบุคคลซึ่งจะสามารถสอนให้พระองค์รู้ถึงสิ่งที่สูงยิ่งกว่า ความรู้ของอาฬารดาบส ได้สอนให้ พระองค์จำเป็นต้องเสด็จต่อไปจนกว่า จะพบเห็นดวงธรรมอันแท้จริง ที่สามารถเข้ามาดับ ทุกข์ได้และ สอนให้ปวงชนรู้ด้วย

ในลำดับต่อมา พระองค์ได้ทรงรู้ข่าวเจ้าลัทธิที่ชื่อ อุทกดาบสรามบุตร ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้วิเศษในทาง จิตอันสูงส่ง พระองค์จึงได้เสด็จไปสู่สำนักของอาจารย์ดาบสผู้นั้น และได้เข้าเป็นศิษย์ ศึกษาและปฏิบัติ ด้วยความพากเพียรอย่างแรงกล้า จนกระทั่งมีความรู้ความสามารถในการกระทำเช่นเดียวกับอาจารย์ ของพระองค์ อาจารย์อุทกดาบสก็เหมือนกับอาจารย์อาฬารดาบสที่มีความพอใจในความ เฉลียวฉลาด และความสามารถของพระสิทธัตถะ จนถึงกับออกปากเอ่ยชักชวนให้อยู่ช่วยกัน สั่งสอนลูกศิษย์ต่อไป ถึงอย่างไรก็ยังไม่ใช่จุดมุ่งหวังของพระองค์ พระองค์จำเป็นต้องแสวงหาให้พบต่อไป

พระสิทธัตะยังทรงไม่พอพระทัยในลัทธิของอาจารย์อุทกดาบส ซึ่งสอนได้ผลกว่าอาจารย์อาฬารดาบส ในการทำจิตให้มีความสงบ ถึงขนาดที่ไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวง จนถึงกับพูดว่า มีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ ตายก็ไม่ใช่ (เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะญาณ) เพราะถึงพระองค์จะได้บำเพ็ญจิตจนถึงขั้นนี้แล้วก็ยัง ไม่ได้รู้แจ้ง ในปัญหาแห่งชีวิตซึ่งยังข้องในพระทัยอยู่ ดังนั้น พระองค์จึงได้ลาจากสำนักของอาจารย์ อุทกดาบสไปอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงตั้งพระทัยว่า จะเริ่มเสาะแสวงหาเอาตามลำพัง ตามสติปัญญา และความเพียรของพระองค์ต่อไปจนกว่าจะได้บรรลุถึงดวงธรรมสุดยอดอันแท้จริง

ประเทศอินเดียสมัยนั้น ก็เหมือนกับประเทศอินเดียในสมัยปัจจุบัน ในการที่นักบวชจำนวนมากสละ บ้านเรือนออกไปบวช โดยพากันคิดว่า การอดอาหารและทรมานกายด้วยวิธีต่างๆ นั้นจะทำให้ตนได้รับ ความสุขในเทวโลกตลอดกาลนาน เพราะเขาเหล่านั้นเชื่อว่า เมื่อทรมานตนได้รับความทุกข์ในโลกนี้ มากเพียงใด ก็ยิ่งจะมีความสุขในโลกข้างหน้ามากเพียงนั้น จึงได้พากันบำเพ็ญทุกรกิริยา ทรมานกาย ด้วยวิธีต่างๆอย่างเคร่งครัดตามแบบทางปฏิบัติ ซึ่งขัดกับหลักธรรม พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า นั่นเป็นสิ่ง ที่ไม่ควรกระทำ

ผู้บำเพ็ญเหล่านั้น บางพวกก็ลดจำนวนอาหารที่ตนเคยบริโภควันละเล็กละน้อยทุก ๆ วันจนกระทั่ง แทบไม่บริโภคอันใดเลย มีร่างกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บางพวกก็ยืนด้วยขาข้างเดียว บางพวกก็ยืนยกมือข้างหนึ่งชี้ไปบนอากาศตลอดเวลา จนกระทั่งแขนลีบตายไปเพราะไม่มีเลือดไป หล่อเลี้ยงเพียงพอ บางพวกก็กำมือแน่นอยู่ตลอดเวลา บางพวกก็นอนอยู่บนหนามหรือบนแผ่นกระ ดาน ที่เต็มไปด้วยเหล็กแหลม มีปลายแหลมชี้ขึ้นข้างบน ดังนี้เป็นต้น พระตถาคตได้เทศน์มาว่า ทุกรกิริยา การปฏิบัติธรรมอย่างทำร้ายร่างกายโดยที่ไม่ได้อะไรและไม่สามารถบรรลุธรรมได้ ดังนั้น จึงไม่ควรปฏิบัติต่อไป

พระสิทธัตถะได้ท่องเที่ยวทดลองกระทำการทรมานพระวรกายด้วยวิธีต่าง ๆและดำริว่าหากพระองค์ได้ ปฏิบัติประพฤติตบะ ทรมานพระวรกายให้มากขึ้นจนเพียงพอแล้ว ทรงจะประสบความรู้ที่พระองค์ ทรงประสงค์ได้แน่นอน ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จไปตามมคธชนบท เข้าสู่ตำบลอุรุเวลาได้ทอดพระเนตร เห็นสถานที่อันสงบสงัดแห่งหนึ่งมีพื้นที่ราบเสมอกัน เป็นแนวป่าเขียวสดชื่น อยู่ใกล้ๆ แม่น้ำซึ่งมีน้ำใส ไหลเย็นดีอยู่เสมอ พร้อมทั้งมีท่าขึ้นลงสะดวกสบายมีหมู่บ้านเสนานิคมสำหรับอาศัยบิณฑบาต ตั้งอยูู่ โดยรอบไม่ไกลเท่าใด จึงได้ทรงพักอยู่ที่นั้นและได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาทรมานพระวรกายด้วยวิธีต่างๆ ต่อไปเพราะคิดว่าวิธีปฏิบัติทรมานพระวรกายอาจเป็นช่องทางนำให้พระองค์เข้าถึงดวงธรรมอันแท้จริง

ในครั้งนั้นได้มีผู้ออกบวชแล้ว และได้ติดตามมาเป็นศิษย์คอยปรนนิบัติรับใช้ที่ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เรียกกันว่า ปัญจวัคคีย์ทั้งห้า (พระหมู่ห้า) ที่มีชื่อว่า ๑. ท่านโกณฑัญญะ ๒. ท่านภัททิยะ ๓. ท่านวัปปะ ๔.ท่านมหานามะ ๕.ท่านอัสสชิ ท่านทั้งห้าเหล่านั้นได้คอยปฏิบัติรับใช้พระองค์ตามโอกาส ในระหว่าง เวลาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญ ทุกรกิริยาทรมานพระวรกายด้วยความเชื่อมั่นว่าผู้ที่ได้บำเพ็ญตบะอย่าง แก่กล้า ทั้งมีความอดทนและเสียสละเช่นพระองค์ จะต้องประสบผลสำเร็จในสิ่งที่พระองค์ประสงค์ อย่างแน่นอน และเมื่อพระองค์ได้ประสบความสำเร็จแล้ว ย่อมจะทรงสั่งสอนสิ่งที่ได้ตรัสรู้นั้นแก่ผู้ที่ เป็นลูกศิษย์อีกด้วย ดังนั้นปัญจวัคคีย์ทั้งห้าจึงมีมานะพากันติดตามและปฏิบัติรับใช้พระองค์ต่อไป

พระสิทธัตถะได้ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยวิธีต่างๆ อย่างสับสน วิธีสุดท้ายทรงเริ่มด้วยการลดการเสวย อาหารให้น้อยลง น้อยลงจนในที่สุดก็ไม่ทรงเสวยสิ่งใดเลย ทำให้พระวรกายของพระองค์ซูบผอม รอยกระดูกปรากฎทั่วพระวรกาย แต่ก็ไม่ได้มีพระทัยท้อถอย ได้ทรงบำเพ็ญเพียรทรมานร่างกายต่อไป ในวันหนึ่ง ขณะนั่งบำเพ็ญตบะอยู่ตามลำพังพระองค์เอง พระองค์ซึ่งมีพระวรกายอ่อนเพลียอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดหน้ามืดและเป็นลมหมดสติไป เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งได้เดินผ่านมาพบเข้าโดยบังเอิญและ เห็นว่าพระองค์อ่อนเพลียมาก พร้อมทั้งหมดสติไปก็อาจถึงแก่สิ้นพระชนม์ไป เพราะการอดอาหาร คนในถิ่นดังกล่าวรู้ทั่วกันแล้วว่าพระอริยะองค์นี้ได้ละจากการเสวยอาหารมาแล้ว ๔๙ วัน ในทุกรกิริยา กลั้นลมหายใจเข้าออกและไม่เสวยอาหารพร้อมทั้งไม่เสวยน้ำด้วย

เมื่อเห็นดังนั้น เด็กเลี้ยงแกะคนนั้นจึงได้วิ่งกลับไปที่ฝูงแกะของตน แล้วนำเอาแม่แกะตัวหนึ่งมายังที่ ที่พระองค์นอนสลบอยู่ เพื่อบีบเอาน้ำนมแกะแล้วเอากรอกเข้าปากของพระสิทธัตถะ เพื่อช่วยให้ พระองค์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง พระสิทธัตถะได้ทรงรู้สึกสบายในพระวรกายขึ้นเล็กน้อย แล้วพระองค์จึง เริ่มระลึกว่าเพราะเหตุใดจึงได้หมดสติไป และด้วยเหตุใดจึงฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกได้ ในที่สุดก็แน่พระทัย ว่าหากไม่ได้เสวยน้ำนมแกะจากเด็กน้อยเลี้ยงแกะแล้ว พระองค์ก็ต้องสิ้นพระชนม์ก่อนที่จะได้ตรัสรู้ใน สิ่งที่พระองค์ประสงค์ พระสิทธัตถะเกือบจะสิ้นพระชนม์เสียก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้ รู้แจ้งธรรม เพราะการทรมานพระวรกายของพระองค์โดยที่ไม่ได้ประโยชน์อันใดเลย ดังนั้น พระองค์จึงตรัสไว้ว่า การทรมานร่างกายไม่เป็นสิ่งดีและเป็นโทษมหันต์แก่ตนเอง จงอย่าได้กระทำกันเลย

เมื่อเด็กเลี้ยงแกะได้ก้มหัวนมัสการขอพรจากพระองค์และวิ่งกลับไปยังฝูงแกะของตนด้วยความสุขใจหาอันเปรียบมิได้ ในการที่ตนได้มีโอกาสถวายน้ำนมแกะและช่วยให้พระอริยะเจ้าอันเป็นที่เคารพของเขา คืนพระชนม์ชีพขึ้นมาได้ พระสิทธัตถะก็ยังคงประทับอยู่ที่รากของต้นไม้นั้นและเริ่มเจริญภาวนาต่อไป จนตะวันตกลับขอบฟ้า ขณะนั้นพระองค์ได้ทรงสดับเสียงเพลงของนักร้องหญิงหมู่หนึ่ง ซึ่งเดินผ่านมา ทางนั้น เพื่อเข้าไปประกอบอาชีพในเมือง พวกเขาเหล่านั้นบอกต่อกันว่า การดีดพิณไม่ควรให้สายพิณ ของเราหย่อนเกินไป มันจะส่งเสียงไม่ไพเราะไม่น่าฟัง และไม่ควรให้ตึงจนเกินไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ เสียงพิณไม่ไพเราะเท่านั้น สายพิณมันจะขาดอีกด้วย ฉะนั้น เมื่อต้องการให้พิณมีเสียงที่ไพเราะเสนาะหู ควรตั้งสายพิณให้พอดี ไม่หย่อนและไม่ตึง จึงจะส่งเสียงที่ไพเราะให้ผู้ฟังอย่างแท้จริง พระสิทธัตถะมา ดำริในข้อที่ว่าตึงเกินไปก็ขาด หย่อนยานเกินไปเสียงก็ไม่ไพเราะ ต้องให้สายตึงพอดี บทเพลงจึ่งไพเราะ

เมื่อได้สดับรับฟังการเล่นพิณของหญิงนักร้องเหล่านั้น พระสิทธัตถะได้ทรงคิดในพระทัยของพระองค์ว่า พระองค์ได้ขึงสายพิณแห่งชีวิตของพระองค์ตึงเกินไปเสียแล้ว เพราะการทรมานพระวรกายจนถึงที่สุด นั้นจะทำให้พระองค์สิ้นพระชนม์ก่อนที่จะได้ตรัสรู้ถึงสัจธรรมที่พระองค์ปรารถนา พระองค์จึงเห็นว่า วิธีปฏิบัติอย่างทารุณต่อร่างกายที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแล้วอย่างยวดยิ่งนั้น ไม่ใช่วิธีอันถูกต้องสำหรับการ ค้นหาสัจธรรม และได้ตั้งพระทัยว่าจะเลิกการปฏิบัติทรมานพระวรกายอย่างเด็ดขาดโดยสิ้นเชิง แต่จะ ทรงหันไปทางบำเพ็ญเพียรทางจิตให้มากกว่าที่เคยทำมาแต่หนหลัง เพื่อหาทางตรัสรู้สัจธรรมต่อไป ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงออกบิณฑบาตทุกเวลาเช้าและทรงบริโภคอาหารตามแต่จะได้มาทุกวัน เพื่อ จะทำหน้าที่ของพระองค์ให้ถึงจุดหมายให้ได้ตรัสรู้สัจธรรมอันแท้จริง

 

 

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋าคะ

Comment

Comment:

Tweet

Recommend