หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม 

  สวัสดีค่ะมิตรักแฟนบล็อกบ้านพี่พลอย  วันนี้พลอยจ๋าภูมิใจนำเสนอธรรมนิยาย อิงชีวประวัติของท่านพระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม) วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี ชุดใหม่ เรื่อง "นารีผล" ซึ่งเป็นธรรมนิยายต่อเนื่องจาก ธรรมนิยายชุด สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และมักกะลีผล  ซึ่งเป็นผลงานการประพันธ์ของท่านอาจารย์สุทัสสา อ่อนค้อม ที่พลอยจ๋าได้เคยนำมาลงไว้แล้วในบล็อกบ้านพี่พลอยนะคะ

นารีผล เป็นธรรมนิยายเรื่องยาว มีทั้งหมด 96 ตอนค่ะ  นับว่าเป็นธรรมนิยายชุดที่ยาวที่สุดในบรรดาผลงานการประพันธ์ของอาจารย์สุทัสสานะคะ "นารีผล" นั้นเป็นธรรมนิยายต่อเนื่องมาจากธรรมนิยายสองชุดก่อน ท่านที่ยังไม่เคยรับฟังธรรมนิยายชุดสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม และมักกะลีผลมาก่อนอาจจะรับฟังได้ไม่ต่อเนื่อง ไม่ทราบเรื่องโดยตลอด เพื่อความต่อเนื่องควรรับฟังธรรมนิยายชุดนี้ต่อจากธรรมนิยายทั้งสองก่อนนี้ค่ะ  ถ้าท่านสนใจฟังธรรมนิยาย 2 ชุดก่อนหน้านี้ ขอเชิญคลิ๊กรับฟังได้ ตามลิงค์ด้านล่างนี้ค่ะ

1. สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

2. มักกะลีผล

 

 

 ตอนที่ 1 วัดป่ามะม่วง  

วัดป่ามะม่วงอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวัดพรหมบุรีห่างจากวัดออกไปประมาณ ๕ กิโลเมตร วันที่พระเจริญเดินทางมารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาส นายหล่อซึ่งบัดนี้กลายเป็นเศรษฐีชื่อดังของอำเภออินทร์บุรี ได้นำเรือโดยสารมาบริการ ๓ ลำ แม่ประยงค์ภรรยาก็มาด้วย ญาติโยมที่เป็นลูกศิษย์กรรมฐานต่างพร้อมใจกันมาส่ง พร้อมทั้งให้สัญญาว่าจะตามมาเป็นลูกศิษย์ที่วัดป่ามะม่วงเพราะที่วัดพรหมบุรีนั้น เมื่อไม่มีพระเจริญเสียองค์เดียว การสอนกรรมฐานก็เป็นอันต้องยุติ สำหรับเณรทองดีผู้ซึ่งเคยได้ไปเล่าเรียนมาพร้อมกับพระหนุ่มที่สำนักวัดมหาธาตุและจบหลักสูตรก่อน แต่ท่านไม่มีความสามารถในการสอนญาติโยม อีกประการหนึ่งเพราะท่านอายุยังน้อยและเป็นเพียงสามเณร ญาติโยมจึงไม่ศรัทธาปสาทะ มิหนำซ้ำยังแอบค่อนขอดลับหลังว่าท่านเป็น 'เด็กเมื่อวานซืน' ไม่สมควรที่จะมาสั่งสอนคนเฒ่าคนแก่ผู้ซึ่งเห็นโลกมานาน มีประสบการณ์มามาก

เรือโดยสารมาจอดเทียบท่าน้ำวัดป่ามะม่วงเมื่อเวลาบ่ายสองสิบห้านาที มัคนายกและชาวบ้านมารอรับประมาณ ๒๐ คน แต่พวกญาติโยมที่มาส่งมีจำนวนเกือบร้อยทั้งที่เรือบรรทุกได้ลำละ ๓๐ คน มัคนายกเข้ามากราบพระเจริญพร้อมทั้งแนะนำตัวว่า เขาชื่อนายมั่น

"นิมนต์ไปที่ศาลาก่อนครับ ไว้ญาติโยมกลับกันหมดแล้วผมค่อยพาท่านไปส่งที่กุฎิ" พูดพลางเดินนำไปที่ศาลา เห็นคนมาส่งมีมากกว่าคนมารับจึงพูดออกตัวว่า "เป็นความผิดของผมเองที่ไม่ได้บอกพวกชาวบ้าน เพราะผมก็เพิ่งจะทราบ มันกระทันหันไปหน่อย"

"ไม่เป็นไรหรอกโยม อาตมาขอขอบใจแล้วก็หวังว่าเราจะช่วยกันพัฒนาวัดนี้ให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป" ท่านบอกมัคนายกขณะเดินตามเขาไปยังศาลา "ผมว่าคงยากครับท่าน วัดนี้เก่าและทรุดโทรมมากเห็นว่าสร้างมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา สมภารองค์ก่อนท่านก็ไม่บูรณะปฏิสังขรณ์แต่ประการใด ท่านบอกว่ามันทรุดโทรมและเก่าแก่เกินกว่าจะซ่อมแซมได้" นายมั่นแสดงอาการท้อแท้

"ไม่เป็นไรหรอกโยม เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดค่อยทำกันไป อาตมาจะทำให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังกายและกำลังทรัพย์จะอำนวย" ภิกษุผู้มาใหม่พูดให้กำลังใจคนเก่าคนแก่ของวัด

"สาธุ ขอให้ท่านจำเริญ ๆ เถิดเจ้าค่ะ อุตสาห์จะมาซ่อมแซมให้ทั้งที่ท่านก็ไม่ใช่คนบ้านนี้ พวกคนบ้านนี้เสียอีกที่ไม่สนใจจะช่วยกันปล่อยให้วัดวาอารามชำรุดทรุดโทรม" โยมคนหนึ่งพูดขึ้น พระเจริญจึงถามนางว่า "โยมชื่ออะไรล่ะจ๊ะ วันหลังจะได้ทักทายกันถูก"

"อิฉันชื่อโถเจ้าค่ะ เกิดที่บ้านแป้งนี่เอง ยังไงอิฉันก็ขอปวารณาว่าจะรับใช้ท่าน หากมีอะไรก็เรียกใช้ได้เลยจ้ะ บ้านอิฉันอยู่ใต้วัดไปนิดเดียวเอง" นางชี้มือไปทางทิศใต้ซึ่งมีบ้านเรือนตั้งอยู่ประปราย

"ขอบใจโยมมาก ถ้าญาติโยมให้กำลังใจกันอย่างนี้ อาตมาก็ค่อยเบาใจ ที่วัดนี้มีพระกี่รูปล่ะโยม" ประโยคหลังท่านถามมัคนายก

"สองรูปครับท่าน มีหลวงตาอ้อนและหลวงตาเฟื่อง หลวงตาอ้อนอายุพรรษา ๕๐ ส่วนหลวงตาเฟื่องเพิ่งจะบวชได้พรรษาเดียว เมื่อก่อนเป็นจ่าสิบตำรวจ พอเกษียณก็มาบวช ท่านเลยได้เป็นหลวงตาเพราะอายุมาก นอกจากพระสองรูปแล้วก็มีเณรอีกรูปหนึ่งชื่อเฉลียวแต่คนเรียกกันว่าเณรเหลียวครับ"

ญาติโยมที่มาส่ง เมื่อนั่งพักกันพอหายเหนื่อยแล้วก็พากันลากลับ ในใจของแต่ละคนค่อนข้างหดหู่เมื่อเห็นสภาพวัด พอจะเดาออกว่า 'อาจารย์' ของพวกตนจะต้องประสบปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องการพัฒนาวัดและเรื่องการปกครองลูกวัด พระและเณรน่าจะมาต้อนรับ 'ว่าที่สมภาร' แต่ก็ไม่มาสักรูปเดียว ดูมีลับลมคมในอย่างไรชอบกล แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาก็จะไม่ทอดทิ้งท่านอาจารย์ จะหมั่นไปมาหาสู่ดูแลสารทุกข์สุกดิบของท่าน พระอย่างท่านอาจารย์ใช่จะหาได้ง่าย ๆ เมื่อไรกัน

จริงดังที่ญาติโยมคิดไว้ เพราะเมื่ออาคันตุกะร่วมร้อยพากันลากลับไป มัคนายกก็พูดขึ้นต่อหน้าชาวบ้านผู้เป็นคนท้องถิ่นนั้นว่า "คนบ้านนี้เอาใจยาก