พระพุทธสรีระ

posted on 30 Apr 2008 23:21 by bannpeeploy in buddhism

  สวัสดีค่ะมิตรรักแฟนบล็อกบ้านพี่พลอย วันนี้พลอยจ๋ามีความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้ามานำเสนอนะคะ โดยในตอนแรกนี้จะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดใหญ่ๆ ด้วยกันดังนี้ค่ะ คือ

1.  ลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ 

2.  อนุพยัญชนะ 80 ประการ 

3.  พระฉัพพรรณรังสีที่แผ่จากพระวรกายของพระพุทธเจ้า

คำว่า "มหาบุรุษลักษณะ"  นั้นเป็นคำที่ใช้เรียกพระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ โดยบุรุษผู้นั้นจะต้องมีลักษณะของมหาบุรุษครบทั้ง  32  ประการ ดังนี้นะคะ

  1.  มีพระบาทราบเสมอกัน (พระบาท = เท้า)
  2.  ลายพื้นพระบาทเป็นจักร (จักร = รูปลอยล้อรถ คือธรรมนำชีวิตไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง ดุลล้อนำไป สู่ที่หมาย)
  3.  มีส้นพระบาทยาย (ถ้าแบ่ง 4 ส่วน พระชงฆ์ตั้งอยู่ในส่วนที่ 3) (พระชงฆ์ = แข้ง)
  4.  มีนิ้วยาวเรียว (หมายถึงนิ้วพระหัตถ์และพระบาทด้วย)(นิ้วพระหัตถ์ = นิ้วมือ)
  5.  ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
  6.  ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมีลายดุจตาข่าย
  7.  มีพระบาทเหมือนสังข์คว่ำ อัฐิข้อพระบาทตั้งลอยอยู่หลังพระบาท กลับกลอกได้คล่อง เมื่อทรงดำเนินผิดกว่าสามัญชน (อัฐิ = กระดูก ดำเนิน = เดิน)
  8.  พระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
  9.  เมื่อยืนตรง พระหัตถ์ทั้งสองลูบจับพระชานุ (พระชานุ = เข่า)
  10. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก (พระคุยหะ = อวัยวะที่ลับ)
  11. มีฉวีวรรณดุจสีทอง (ฉวีวรรณ =สีผิวกาย)
  12. พระฉวีละเอียด (พระฉวี = ผิว)
  13. มีเส้นพระโลมาเฉพาะขุมละเส้น ๆ (พระโลมา = ขน)
  14. เส้นพระโลมาดำสนิทเวียนเป็นทักขิณาวัฏ มีปลายงอนขึ้นข้างบน (ทักขิณาวัฏ = วนเลี้ยวทางขวาอย่างเข็มนาฬิกา)
  15.  พระกายตั้งตรงดุจท้าวมหาพรหม
  16.  มีพระมังสะอูมเต็มในที่ 7 แห่ง (คือ หลังพระหัตถ์ทั้ง 2 และหลังพระบาททั้ง 2 , พระอังสาทั้ง 2, กับลำพระศอ) (พระมังสะ = เนื้อ , ชิ้นเนื้อ พระอังสา = บ่า,ไหล่ พระศอ = คอ)
  17.  มีส่วนพระสรีระกายบริบูรณ์ (ล่ำพี) ดุจกึ่งท่อนหน้าแห่งพญาราชสีห์ (สรีระ = ร่างกาย)
  18.  พระปฤษฎางค์ราบเต็มเสมอกัน (พระปฤษฎางค์ = ส่วนหลัง,ข้างหลัง)
  19.  ส่วนพระกายเป็นปริมณฑล ดุลปริมณฑลแห่งต้นไทร(พระกายสูงเท่ากับว่าของพระองค์)(วา = เท่ากับ 4 ศอก ประมาณ 2 เมตร)
  20.  มีลำพระศอกกลมงามเสมอตลอด
  21.  มีเส้นประสาทสำหรับรสพระกระยาหารอันดี
  22.  มีพระหนุดุจคางแห่งราชสีห์ (โค้งเหมือนวงพระจันทร์)(พระหนุ = คาง)
  23.  มีพระทนต์ 40 ซี่ (ข้างละ 20 ซี่) (พระทนต์ = ฟัน)
  24.  มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
  25.  พระทนต์เรียบสนิทมิได้ห่าง
  26.  เขี้ยวพระทนต์ทั้ง 4 ขาวงามบริสุทธ์
  27.  พระชิวหาอ่อนและยาว (อาจแผ่ปกพระนลาฏใต้)(พระชิวหา = ลิ้น พระนลาฎ = หน้าผาก)
  28.  พระสุรเสียงดุจท้าวมหาพรหม ตรัสมีสำเนียงดุจนกการเวก
  29.  พระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
  30.  ดวงพระเนตรแจ่มใสดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด
  31.  มีอุณาโลมระหว่างพระโขนง เวียนขวาเป็นทักขิณาวัฏ (อุณาโลม = ขนระหว่างคิ้ว)
  32.  มีพระเศียรงามบริบูรณ์ดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์ (พระเศียร = ศีรษะ)

 

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม จากเว็บลานธรรม http://larndham.net/

ขอขอบคุณ คุณโก๋ จาก http://kohsija.exteen.com/ ผู้ช่วยเรียบเรียงเรื่องและภาพประกอบค่ะ

  พลอยจ๋า ขอคัดลอกบทความจากคุณดังตฤณ เรื่องภาพพุทธนิมิตรและลักษณะของมหาบุรุษ 32 ประการ จากเว็บบรอด์ลานธรรม มาให้เพื่อนอ่านเพิ่มเติมกันนะคะ..

**ข้อความคัดลอก 

" ขอนำภาพทั้งพุทธนิมิตที่เผยแพร่อยู่ทั่วไป กับต้นฉบับดั้งเดิมมาให้ดูพร้อมกันเลยก็แล้วกันนะครับ คิดว่าคงมีความชัดเจนในตัวเองพอสมควร

 

รูปที่เผยแพร่อยู่ทั่วไปคือรูปนี้

(รูปดังเดิมอยู่ด้านบนสุดของเอนทรี่นะคะ /พลอยจ๋า) ดูด้วยตาเปล่าคงทราบนะครับว่ารูป ดั้งเดิมนั้นเป็นรูปวาด ซึ่งอันนี้ก็มีที่มาที่ไปสองกระแส ผมไม่แน่ใจว่าข้อมูลจากฝ่ายใดถูกต้อง กระแสหนึ่งบอกว่าเป็นฝีพระหัตถ์ของโอรสรัชกาลที่ ๕ อีกกระแสหนึ่งบอกว่าเป็นภาพวาดของจิตรกรฝรั่งเศส แต่ไม่ว่ากระแสใดถูกหรือผิด ที่แน่นอนก็คือพุทธนิมิตนี้ไม่ได้เกิดจากการที่ใครถ่ายรูปแล้วติดมาดังคำ ร่ำลือ และก่อให้เกิดความสงสัยไปทั่วประเทศ

ภาพดั้งเดิมแสดงให้เห็นว่ามีพลพรรค มารและธิดาพญามารรายล้อมพระศาสดา ซึ่งหมายความว่าเป็นภาพวาดสมมุติในวันตรัสรู้ หากคำนึงถึงความจริง ที่พระองค์ยังคงซูบผอมในวันตรัสรู้ ก็ต้องกล่าวว่าภาพวาดขาดความสมจริงในขณะของเหตุการณ์

อย่างไรก็ตาม หากคำนึงถึงความเหมือนจริง ตามลักษณะอันควรเป็นสรีระเยี่ยงมนุษย์ ก็ต้องว่าภาพวาดนี้เหมือนพระพุทธองค์ที่ทรงมีเลือดเนื้อยิ่งกว่าพระปฏิมา หรือภาพวาดอื่นๆในโลก ส่วนที่ว่าใครจะลงความเห็นว่า ‘สมจริง’ อย่างไรก็คงต้องดูว่ามีความเหมือนมหาบุรุษลักษณะตามที่บ่งไว้ในคัมภีร์พระ ไตรปิฎกหรือไม่ ผมขอแสดงลักษณะปรากฏแห่งความเป็นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้ง ๓๒ ประการ ซึ่งมีมาในลักขณสูตร แห่งทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค โดยย่อ คือ
ขอให้พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลางว่ารูปวาดนี้มีความใกล้เคียงหรือแตกต่างจากลักษณะมหาบุรุษมากน้อยเพียงใด

ข้อหนึ่งที่พึงสังเกตคือพระปฏิมาใน โลกนี้มีความแตกต่างกัน แต่ก็เหนี่ยวนำให้ใจเราหมายรู้ได้ว่าเป็นรูปแทนพระศาสดา ทำให้เกิดความเบิกบาน มีจิตเป็นกุศล น้อมระลึกถึงพระพุทธคุณได้ง่ายเหมือนๆกัน เมื่อพิจารณาจากความจริงดังกล่าว ก็จะเห็นว่าพระพุทธนิมิตนี้ย่อมปรากฏอยู่ด้วยคุณค่าชนิดเดียวกันด้วย

ผมเองก็เคารพและกราบไหว้พุทธนิมิต นี้เช้าเย็น แต่ไม่ได้กราบไหว้เพราะสำคัญว่านี่เป็นปาฏิหาริย์ ทว่าพุทธนิมิตนี้ทำให้ผมมีความรู้สึกว่าใกล้ชิดพระองค์ท่านมากกว่าพุทธ นิมิตหรือพระปฏิมาไหนๆ เช่นที่เอ่ยแล้วว่ามีความใกล้เคียงกับสรีระมนุษย์ของจริง ผมอยากบอกเพียงว่าอย่างไรเราก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นภาพวาด อย่าไปร่ำลือกันว่าเป็นรูปปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นจากการถ่ายรูปที่นั่นที่ นี่แล้วติดมา พุทธแท้ๆไม่จำเป็นต้องอาศัยเรื่องพรรค์นี้มาเป็นจุดดึงดูดศรัทธา และเรื่องพรรค์นี้ก็มักกลายเป็นการเปิดช่องให้พวกต้มมนุษย์ฉวยโอกาสได้ง่าย นำไปสร้างกลหลอกลวงในรูปแบบอื่นๆโดยสะดวก

ปาฏิหาริย์ที่พระพุทธองค์ทรงทิ้ง ไว้ให้พวกเราก่อนดับขันธปรินิพพานนั้น คือวิธีสร้างไฟล้างกิเลส และมิใช่ไฟร้อนภายนอก แต่เป็นไฟเย็นภายในอันเกิดจากการประพฤติตนตามครรลองคลองธรรมซึ่งพระพุทธ องค์ตรัสชี้ไว้ดีแล้ว

ยุคเราจะตกแต่ง ‘ปาฏิหาริย์แห่งระบบดิจิตอล’ มาหลอกหูหลอกตาสักแค่ไหน ใครจะกุเรื่องจากความเหมือนจริงที่ถูกปรุงแต่งขึ้นอย่างไรก็ได้ แต่ใจเราเท่านั้นครับ ที่เป็นสุขจากปาฏิหาริย์แห่งบุญกุศลอย่างแท้จริงไหม เมื่อลิ้มรสสุขอันเป็นยอดแห่งปาฏิหาริย์เช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่ถามหาปาฏิหาริย์อื่นใดให้กังขาเปล่าอีก "

ขอขอบคุณบทความและภาพจาก

http://larndham.net/index.php?showtopic=11313 ค่ะ

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า