พระฉัพพรรณรังสี

posted on 01 May 2008 11:28 by bannpeeploy in buddhism

 

 "พระฉัพพรรณรังสีที่แผ่จากพระกายพระพุทธเจ้า"

  สวัสดีค่ะมิตรรักแฟนบล็อกบ้านพี่พลอย เป็นหัวข้อที่ 3 แล้วนะคะ สำหรับ "พระฉัพพรรณรังสี" ในหมวดหมู่ความรู้เกี่ยวกับพระสรีระของพระพุทธเจ้า  ที่พลอยจ๋าได้นำเสนอไปแล้วสองหัวข้อ อันได้แก่ ลักษณะมหาบุรุษ 32 ประการ กับ อนุพยัญชนะ 80 ประการ วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับคำว่า "ฉัพพรรณรังสี" กันก่อนนะคะ 

ความหมายของ ฉัพพรรณรังสี คือ รัศมี 6 ประการ (จากพจนานุกรม)

ดังนั้น พระฉัพพรรณรังสี หมายถึง แสงสว่างที่พวยพุ่งออกจากจุดกลางเป็นรัศมี 6 ประการ ซึ่งจะเปล่งออกจากพระสรีระกายของพระพุทธเจ้า เป็น 6 สี ดังนี้

1.  สีเขียว (นีละ)  เขียวเขียวเข้มเหลือบม่วง เหมือนดอกอัญชัญ พระรัศมีนี้จะแผ่ซ่านออกจากพระเกษา(ผม) พระมัสสุ (หนวด) และจากพระเนตรทั้งสอง (ดวงตา)

2.  สีเหลือง (ปีตะ)  เหลืองเหมือนสีของดอกหรดาลทอง พระรัศมีนี้จะแผ่ซ่านออกจากพระฉวีวรรณ(ผิวเนื้อ) และพระเนตรทั้งสอง (ดวงตา)

3.  สีขาว (โอทากะ)  ขาวเหมือนแผ่นเงินแท้ พระรัศมีนี้จะแผ่ซ่านออกจากพระทนต์ (ฟัน)และพระเนตรทั้งสอง (ดวงตา)

4.  สีแดง (โลหิตตะ) พระรัศมีนี้จะแผ่ซ่านออกจากพระมังสะ(ผิวเนื้อ) พระโลหิต (เลือด) และพระเนตรทั้งสอง (ดวงตา)

5.  สีหงสบาท (มัญเชฎฐะ) สีหงสบาทมีสีคล้ายดอกเซ่ง หรือดอกหงอนไก่ พระรัศมีนี้จะแผ่ซ่านออกจากพระสรีระ

6.  สีเลื่อมพรายปภัสสร (ปภัสสระ) สีเหลื่อมพรายเหมือนแก้วผลึก พระรัศมีนี้จะแผ่ซ่านออกจากพระสรีระ

     สีทั้ง 6 นี้ไม่ได้พุ่งออกเป็นสี ๆ ดังที่แยกไว้นี้ แต่แผ่ออกมาพร้อมกันในหนังสือปฐมสมโพธิกถา ฉบับสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กล่าวถึงพระฉัพพรรณรังสีที่แผ่ซ่านออกจากพระวรกายพระพุทธเจ้า ไว้ดังนี้

"ในลำดับนั้น พระฉัพพรรณรังสีก็โอภาสแผ่ออกจากพระสริรกาย อันว่านิลประภาก็เขียวสดเสมอด้วยสีแห่งดอกอัญชันมิฉะนั้นดุจพื้นแห่งเมฆแลดอกนิลุบลแลปีกแห่งแมลงภู่ ผุดออกจากอังคาพยพในที่อันเขียวแล่นไปจับเอาราวป่า และพระรัศมีที่เหลืองนั้นมีครุวนา ดุจสีเขียวแล่นไปจับเอาราวป่า แลพระรัศมีที่เหลืองนั้นมีครุวนา ดุจสีหรดารทองแลดอกกรรณิการ์แลกาญจนปัฏอันแผ่ไว้ พระรัศมีออกจากพระสริรประเทศในที่อันเหลืองแล้ว แล่นไปสู่ทิศานุทิศต่าง ๆ พระรัศมีที่แดงอย่างพาลทิพากรแลแก้วประพาฬ แลกุมุทปทุมกุสุมชาติ โอภาสออกจากพระสริรอินทรีย์ในที่อันแดงแล้วแล่นฉวัดเฉวียนไปในประเทศที่ทั้งปวง พระรัศมีมีที่ขาวก็ขาวดุจดวงรัชนิกร แลแก้วมณี แลสีสังข์ แลแผ่นเงิน แลดวงดาวพกาพฤกษ์ พุ่งออกจากพระสริรประเทศในที่อันขาวแล้วแล่นไปในทิศโดยรอบ พระรัศมีหงสสิบาทก็พิลาสเล่ห์ดุจสีดอกเซ่ง แลดอกชบา แลดอกหงอนไก่ออกจากรัชกายรุ่งเรืองจำรัส พระรัศมีประภัสสรประภาครุนาดุจสีแก้วพลึกแลแก้วไพฑูริย์เลื่อมประพระฉัพพรรณรังสีทั้ง ๖ ประการแผ่ไพศาลแวดล้อมไปโดยรอบพระสกลกายยินทรีย์ กำหนดที่ 12 ศอก โดยประมาณ อันว่าศศิสุริยประภาแลดาราก็วิกลวิการอันแสง เศร้าสีดุจหิ่งห้อยเหือดสิ้นสูญ มิได้จำรูญไพโรจโชติชัชวาล"

รัศมีเฉกเช่นฉัพพรรณรังสีนี้มีเฉพาะพระพุทธเจ้าและเทวดาเท่านั้น นอกจากนี้ก็เกิดแต่ธรรมชาติเช่นสีรุ้งที่เรียกกันเป็นสามัญว่ารุ้งกินน้ำ หรือ พระจันทร์ พระอาทิตย์ทรงกลด ที่ออกจากเทวดานั้นจะเห็นได้ดังที่พรรณนาไว้ในพระสูตรต่าง ๆ ในเวลาที่เทวดามาเฝ้าพระพุทธเจ้าดังนี้

มีเทวดาตนหนึ่งมีรัศมีสว่างจ้าเข้ามายังพระเชตวัน ทำพระเชตวันให้สว่างไสวไปทั่วบริเวณ เข้าเผ้าพระทุทธเจ้าที่ประทับความสว่างของรัศมีนั้น ไม่เหมือนแสงเดือนแสงตะวัน หรือไม่เหมือนแสงไฟ เป็นแสงสว่างที่เสมอกันทั้งหมด และเป็นแสงสว่างที่ไม่มีเงาเหมือนแสงอื่นเป็นแสงที่แผ่ไปติดอยู่ทั่วบริเวณ

มีข้อความในปฐมสมโพธกถา ปริเฉทที่ 13 ธรรมจักรปริวรรตว่าดังนี้

"ฝ่ายอุปกาชีวเดินมาโดยทุราคมวิถีทางไกล หว่าง คยาประเทศเขตเมืองราชคฤห์กับมหาโพธิญาณ ติดต่อกัน แลเห็นไพสณฑ์สถานอันโอฬารไพโรจน์พรรณราย ด้วยข่ายฉัพพรรณรังสีโสณิวิลาส ปรากฏโดยทิวาทัศนาการทั้งพสุธารแลอากาศโอภาสด้วยพระรัศมีมีพรรณแห่งละ 6 อย่าง ทั่วทั้งทิศล่างและทิศบน มาสัมผัสกายตนประหลาดมหัศจรรย์ไม่เคยได้พบเห็นเป็นเช่นนี้มาแต่ก่อน ถ้าจะเป็นเพลิง ไฉนกายอาตมาจึงไม่ร้อนกระวนกระวายแม้จะเป็นน้ำ ไฉนกายอาตมาจะไม่ชุ่มชื้นเย็นนี่จะเป็นสิ่งอันใดยิ่งสงสัยสนเท่ห์จิต จึงเพ่งพิศไปข้างโน้นข้างนี้ ก็เห็นองค์พระผู้ทรงสวัสดิ์ภาคย์เสด็จบทจรมา รุ่งเรืองด้วยพระสิดิฉันธมหาหว่างติสสุระ ลักษณะแลพระพยามประภาโอภาสเบื้องบน พระสุริย ก็ช่วงโชติด้วยพระเกตุมาลา ครุนาดุจทองทั้งแท่งประดับด้วยฉัพพรรณรังสี รังสีแสงไพโรจน์จำรัส" 

ที่มา : หนังสือชื่อ ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า โดย ภัทรวรรณ วันทนชัยสุข

ด้วยรัก/จากใจ..พลอยจ๋า

 

Comment

Comment:

Tweet